โครงการนำร่องใช้เทคโนโลยี WiMAX ( Wireless Microwave access ) ปี 2552

   ในวันอังคารที่  19  สิงหาคม  2551 ได้มีพิธีลงนามในสัญญาระหว่างมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และบริษัทเอ็น อี ซี คอร์ปอเรชั่น ( ประเทศไทย ) จำกัด  ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส  หลานหลวง กทม. สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มูลนิธิฯ ว่าจ้างบริษัทเอ็นอีซีฯ ให้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ระบบสื่อสาร WiMAX  ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ และสถานีอนามัยอีก 3 แห่ง ที่อ. เชียงของ จ. เชียงราย ทั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามโครงการนำร่องการนำเทคโนโลยี WiMAX มาใช้ เพื่อสร้างช่องทางสื่อสารแบบใหม่ระหว่างศูนย์กลางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกับศูนย์รับ-ส่งปลายทาง ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้
ความเป็นมาของโครงการ 
   เมื่อเดือนธันวาคม 2551 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนงบประมาณแก่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เป็นจำนวนเงิน 20 , 851,871 บาท เพื่อให้มูลนิธิดำเนินงาน “ โครงการนำร่องการนำเทคโนโลยี WiMAX มาใช้ เพื่อสร้างช่องทางสื่อสารแบบใหม่ระหว่างศูนย์กลางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกับศูนย์รับ-ส่งปลายทาง” เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีการสื่อสาร WiMAX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงไร้สายแบบใหม่ที่สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็วและในระยะไกล สามารถใช้ในการสื่อสารแบบสนทนาเห็นหน้ากันรวมถึงรับส่งข้อมูลภาพ เสียงขนาดใหญ่ เพื่อมาใช้เพิ่มศักยภาพของสถานีอนามัยในการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนในท้องที่ห่างไกล   
วัตถุประสงค์โครงการ
   1. เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยี WiMAX  มาทดลองใช้เพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารใหม่แบบสนทนาเห็นหน้ากันระหว่างศูนย์กลาง คือโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกับศูนย์รับส่งปลายทาง เช่น สถานีอนามัย และหน่วยเคลื่อนที่
   2. เพื่อศึกษาผลกระทบ (interference) ของคลื่นความถี่ระบบ  WiMAX กับระบบสื่อสารเดิม ณ พื้นที่ในชนบทซึ่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตั้งอยู่
   3. เพื่อศึกษาต่อยอดความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยี WiMAX ไปใช้ในการยกระดับการให้บริการสาธารณสุข
   4. เป็นต้นแบบในการนำไปประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วประเทศ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิ ฯ ต่อไป

เนื้อหาโครงการโดยสังเขป
หน่วยงานในโครงการ ในโครงการนำร่องนี้ ทางมูลนิธิ ฯ ได้ขอความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการไปยังกระทรวงสาธารณสุข และได้เลือกโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของเป็นศูนย์กลางการติดต่อ โดยติดตั้งสถานีฐานของระบบสื่อสารที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ และเชื่อมการสื่อสารระบบ WiMAX ไปยังศูนย์รับส่งปลายทาง 4 แห่งคือ
   1. ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ
   2. สถานีอนามัยทุ่งงิ้ว อ. เชียงของ
   3. สถานีอนามัยตำบลสถาน อ. เชียงของ
   4. โรงพยาบาลบ่อแก้ว สปป. ลาว ( ในกรณีที่ไม่สามารถติดตั้งที่รพ. บ่อแก้วได้จะติดตั้งที่สถานีอนามัยน้ำม้า อ. เชียงของ )
นอกจากนี้ยังมีศูนย์รับส่งที่เคลื่อนย้ายได้ ( รถหน่วยเคลื่อนที่ ) 4 ศูนย์ที่สามารถสนทนาเห็นหน้าและต่ออินเตอร์เน็ตได้

การใช้งาน
1. ใช้ในการปรึกษาทางการแพทย์ระหว่างพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย กับแพทย์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ โดยเป็นการส่งภาพ - ข้อมูลผู้ป่วยมายังแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีการรักษาความปลอดภัยข้อมูล และแพทย์พยาบาลสามารถสนทนาเห็นหน้ากันได้
2. ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูลผู้ป่วยออนไลน์ในการส่งต่อ ( refer ) ผู้ป่วยจากสถานีอนามัยมายังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
3. ใช้ในการพัฒนาความรู้ทางวิชาการของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสถานีอนามัยให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น   

ระยะเวลาการดำเนินโครงการ
1. ระยะเวลาในการติดตั้งอุปกรณ์ระบบสื่อสาร WiMAX โดยบริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ( ประเทศไทย )  จำกัด เป็นเวลา 120 วัน ( สิงหาคม  - ธันวาคม  2551 )
2. ระยะเวลาในการดำเนินงาน 1 ปี ณ โรงพยาบาลและสถานีอนามัย  ( ธันวาคม 2551 – พฤศจิกายน 2552 )
หลังจากดำเนินงานครบ 1 ปีจะทำการประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงานโครงการ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติต่อไป

งบประมาณโครงการ
สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนแก่มูลนิธิฯ เป็นเงิน  ๒๐,๘๕๑,๘๗๑ บาท  เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งอุปกรณ์ระบบสื่อสาร WiMAX จำนวน 16 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโครงการนำร่อง ฯ

ผู้รับผิดชอบโครงการ
1. มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
2. กระทรวงสาธารณสุข โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

ประโยชน์ที่จะได้รับ
1. เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โดยการสนทนาเห็นหน้ากันและสามารถส่งข้อมูลขนาดใหญ่เช่นภาพ เสียงผู้ป่วยไปยังแพทย์ที่ให้คำปรึกษา ทำให้ประชาชนในท้องที่ห่างไกลสามารถรับบริการสาธารณสุขบางอย่าง ที่เดิมจะต้องเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลจากเจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยได้ เป็นการประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ในขณะเดียวกันก็สามารถได้รับบริการจากแพทย์ได้เช่นเดียวกับการเดินทางไปโรงพยาบาล
2. เป็นการยกระดับความสามารถในการให้บริการสาธารณสุขของสถานีอนามัย ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือบริการของสถานีอนามัย และลดภาระการรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลลง
3. เป็นการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสาธารณสุขให้มีความรวดเร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบการสื่อสารความเร็วสูงทำให้สามารถสร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยออนไลน์เพื่อการส่งต่อ ( refer ) ผู้ป่วย ระหว่างโรงพยาบาลฯ และสถานีอนามัยได้
4. เจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยซึ่งอยู่ห่างไกลจากแหล่งความรู้และโอกาสในการเข้ารับการฝึกอบรมต่างๆ สามารถเข้าสืบข้อมูลข่าวสารความรู้ทางวิชาการจากอินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว เป็นการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป


2016-11-03 | Thursday | ยอดการเข้าชมหน้านี้ 573 ครั้ง